หุ่นยนต์ที่มีโปรแกรมที่เกี่ยวกับอาหารและครัว ได้รับการเปิดตัวที่งาน เทคโนโลยี และเครื่องจักร อาหาร นานาชาติในกรุงโตเกียวเมื่อวานนี้ ตัวหนึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่มีชื่อว่าโอโกโนมิยากิ นำเสนอโดยบริษัท โตโย ริกิ ที่มีสำนักงานอยู่ในนครโอซาก้า มันแสดงความสามารถในการทำแพนเค้ก โอโกโนมิยากิ แสนอร่อยได้ด้วยแขนทั้งสองข้างที่มีนิ้วและมือที่ติดตั้งอุปกรณ์ขับเคลื่อนจำนวน 15 ตัว
หุ่นยนต์พ่อครัวตัวนี้มีขนาดเท่ากับมนุษย์ มันสามารถผสมแป้ง เทน้ำมันลงบนกระทะ และพลิกกลับแพนเค้กตอนที่มันสุกได้ที่ นอกจากนี้มันยังสามารถสื่อสารด้วยการถามผู้ชมด้วยว่า ต้องการให้ราดมายองเนสลงบนแพนเค้กด้วยหรือไม่ แต่จุดอ่อนของมันคือไม่สามารถทำงานได้หากอุปกรณ์และเครื่องปรุงทุกชนิดวางผิดไปจากตำแหน่งที่กำหนดไว้
และแม้หุ่นยนต์ตัวนี้ซึ่งมีสนนราคา 1 แสน 8 หมื่นดอลลาร์ หรือราว 6 ล้าน 3 แสนบาท จะได้รับความสนใจอย่างมากจากลูกค้า แต่ทางบริษัทบอกว่ายังไม่มีแผนที่จะผลิตวางจำหน่ายในตลาด
นอกจากนี้ยังมีหุ่นยนต์โต๊ะที่ทรงตัวได้ด้วยล้อสองข้าง ที่นำมาแสดงโดยบริษัท ลักสมิด (Laksmid)ที่มีสำนักงานในนครเกียวโต ความพิเศษของมันคือเคลื่อนที่ได้อย่างนุ่มนวลสามารถบรรทุกน้ำและอาหารเคลื่อนที่ด้วยความเร็วโดยที่น้ำและอาหารไม่หก และหุ่นยนต์ตัวนี้ก็ยังไม่มีแผนวางจำหน่ายในตลาดเช่นกัน
และยังมีหุ่นยนต์ของบริษัทบาบะ เทคโคโช ที่มีมือเหมือนมือมนุษย์และสามารถหยิบจับของชิ้นเล็ก ๆ ได้ โดยได้สาธิตการหยิบซูชิที่ทำจากขี้ผึ้งไปวางโดยไม่แตกหักเสียหาย
บล็อกนี้ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นตัวอย่างในการจัดการเรียนการสอน ในรายวิชา อินเตอร์เน็ตมนชีวิตประจำวัน (00012006)กลุ่มเรียนที่ 20 วันศุกร์ เวลา 13.00 - 15.30 น. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554
โรโบค๊อป (Robocop) หุ่นยนต์สำหรับจับผู้ร้าย
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่าน นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นผู้ที่เชี่ยวชาญการพัฒนาและการสร้างหุ่นยนต์ได้เปิดตัวหุ่นยนต์ต้นแบบโรโบค๊อป (Robocop) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์ทางด้านการรักษาความปลอดภัยโดยตรง ซึ่ง Robocop จะมีอุปกรณ์หลักภายในตัวคือเซนเซอร์หรือตัวตรวจจับความร้อน พร้อมทั้งอุปกรณ์ของแขนที่สามารถเหวี่ยงตาข่ายออกไปเมื่อต้องการจับกุมคนร้ายหรือผู้ต้องสงสัย
ลักษณะรูปร่างทั่วไปของหุ่นยนต์ Robocop ก็เป็นหุ่นยนต์ที่มีสี่ล้อในการขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงสุดถึง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจะสามารถขับเคลื่อนด้วยการบังคับควบคุมด้วยผู้ควบคุมที่อยู่ในศูนย์ควบคุม และสามารถเห็นเหตุการณ์จริงภาพจริงได้จากกล้องที่ติดตั้งที่ตัวหุ่นยนต์ โดยภาพที่ส่งไปยังศูนย์ควบคุมเป็นสัญญาณวิดีโอจะไม่มีความล่าช้าของภาพ หรือเป็นการแสดงภาพแบบ real-time นั่นเอง มากไปกว่านั้น หุ่นยนต์ Robocop ยังสามารถควบคุมการทำงานโดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์สั่งการทำงานได้อีกด้วยแต่ต้องมีการติดตั้งโปรแกรมควบคุมการทำงานเข้าไปยังโทรศัพท์มือถือ
Tmsuk Co นักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ Robocop รุ่น T-34 ได้พัฒนาโครงการนี้ขั้นมาภายใต้ความร่วมมือกับบริษัทผู้พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยอย่าง Alacom Co ซึ่งทั้งสองได้วางเป้าหมายที่จะทำการพัฒนากองกำลังหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นกองกำลังทหาร เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยภายในอาคาร ตึก หรือศูนย์การค้าต่างๆ และในอนาคตทางทีมนักวิทยาศาตร์และบริษัทจะร่วมกันออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์ที่ทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยในที่พักอาศัยหรือบ้านของคนอีกด้วย
ซึ่งหุ่นยนต์ Robocop ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยที่สามารถทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็นมนุษย์ โดยหุ่นยนต์จะสามารถอยู่ยามได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ถ้าพลังงานที่มีอยู่ในตัวไม่หมด และจะไม่มีการหลับยามเหมือนที่คนเป็น ที่สำคัญการใช้หุ่นยนต์ที่มีความสามารถมาช่วยงานในด้านการรักษาความปลอดภัยยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ ถ้าหากคนร้ายมีการพกพาและใช้อาวุธที่เป็นอันตรายต่อชีวิต อย่างปืน เป็นต้น
หุ่นยนต์ Robocop มีความสูง 60 เซนติเมตร หนักประมาณ 12 กิโลกรัม และภายในตัวมีเซนเซอร์ที่มีไว้ตรวจจับความร้อน โดยเฉพาะความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายคนหรือสิ่งมีชีวิต พร้อมทั้งยังสามารถรับรู้ได้ถึงเสียงที่เกิดขึ้นแบบไม่ชัดเจน หรือเสียงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวแบบเบาๆ
ซึ่งหุ่นยนต์ Robocop รุ่น T-34 ถือเป็นรุ่นที่พัฒนามาจากหุ่นยนต์รุ่น T7S ที่มีรูปร่างลักษณะเป็นไดโนเสาร์ Triceratops และมีการติดตั้งกล้องที่ตำแหน่งดวงตาของหุ่นยนต์ นอกจากนั้นทางบริษัทยังทำการพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีไว้สำหรับการใช้งานอื่นๆอีก 30 ตัว เพื่ไว้ทำหน้าที่ในการทำความสะอาดบ้าน ทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับที่แผนกต้อนรับในสถานที่ต่างๆ หรือเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาล เป็นต้น
จุดเด่นของหุ่นยนต์ Robocop รุ่น T-34 ที่ถูกพัฒนามาล่าสุดนั้น สามารถทำการเหวี่ยงตาข่ายออกมา จากส่วนของแขนหุ่นยนต์เพื่อทำการจับกุมผู้ร้ายหรือผู้ต้องสงสัย ซึ่งสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของผู้ร้ายได้และสามารถควมคุมสภานการณ์ได้ง่ายขึ้น โดยทางผู้พัฒนาวางแผนไว้ว่า หุ่นยนต์ Robocop จะสามารถออกวางจำหน่ายสู่ตลาดได้ภายในสองสามปีข้างหน้า และราคาของหุ่นยนต์ลักษณะนี้น่าจะอยู่ที่ราวๆ 800000 เยน หรือ 6514 ปอนด์ หรือประมาณสามแสนกว่าบาทต่อตัว
ลักษณะรูปร่างทั่วไปของหุ่นยนต์ Robocop ก็เป็นหุ่นยนต์ที่มีสี่ล้อในการขับเคลื่อนด้วยความเร็วสูงสุดถึง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยจะสามารถขับเคลื่อนด้วยการบังคับควบคุมด้วยผู้ควบคุมที่อยู่ในศูนย์ควบคุม และสามารถเห็นเหตุการณ์จริงภาพจริงได้จากกล้องที่ติดตั้งที่ตัวหุ่นยนต์ โดยภาพที่ส่งไปยังศูนย์ควบคุมเป็นสัญญาณวิดีโอจะไม่มีความล่าช้าของภาพ หรือเป็นการแสดงภาพแบบ real-time นั่นเอง มากไปกว่านั้น หุ่นยนต์ Robocop ยังสามารถควบคุมการทำงานโดยใช้โทรศัพท์มือถือเป็นอุปกรณ์สั่งการทำงานได้อีกด้วยแต่ต้องมีการติดตั้งโปรแกรมควบคุมการทำงานเข้าไปยังโทรศัพท์มือถือ
Tmsuk Co นักวิทยาศาสตร์ผู้พัฒนาหุ่นยนต์ Robocop รุ่น T-34 ได้พัฒนาโครงการนี้ขั้นมาภายใต้ความร่วมมือกับบริษัทผู้พัฒนาระบบรักษาความปลอดภัยอย่าง Alacom Co ซึ่งทั้งสองได้วางเป้าหมายที่จะทำการพัฒนากองกำลังหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นกองกำลังทหาร เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยภายในอาคาร ตึก หรือศูนย์การค้าต่างๆ และในอนาคตทางทีมนักวิทยาศาตร์และบริษัทจะร่วมกันออกแบบและพัฒนาหุ่นยนต์ที่ทำงานด้านการรักษาความปลอดภัยในที่พักอาศัยหรือบ้านของคนอีกด้วย
ซึ่งหุ่นยนต์ Robocop ถูกพัฒนาขึ้นมาเป็นหุ่นยนต์รักษาความปลอดภัยที่สามารถทำหน้าที่แทนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เป็นมนุษย์ โดยหุ่นยนต์จะสามารถอยู่ยามได้ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่มีอาการเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ถ้าพลังงานที่มีอยู่ในตัวไม่หมด และจะไม่มีการหลับยามเหมือนที่คนเป็น ที่สำคัญการใช้หุ่นยนต์ที่มีความสามารถมาช่วยงานในด้านการรักษาความปลอดภัยยังช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ ถ้าหากคนร้ายมีการพกพาและใช้อาวุธที่เป็นอันตรายต่อชีวิต อย่างปืน เป็นต้น
หุ่นยนต์ Robocop มีความสูง 60 เซนติเมตร หนักประมาณ 12 กิโลกรัม และภายในตัวมีเซนเซอร์ที่มีไว้ตรวจจับความร้อน โดยเฉพาะความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกายคนหรือสิ่งมีชีวิต พร้อมทั้งยังสามารถรับรู้ได้ถึงเสียงที่เกิดขึ้นแบบไม่ชัดเจน หรือเสียงที่เกิดจากการเคลื่อนไหวแบบเบาๆ
ซึ่งหุ่นยนต์ Robocop รุ่น T-34 ถือเป็นรุ่นที่พัฒนามาจากหุ่นยนต์รุ่น T7S ที่มีรูปร่างลักษณะเป็นไดโนเสาร์ Triceratops และมีการติดตั้งกล้องที่ตำแหน่งดวงตาของหุ่นยนต์ นอกจากนั้นทางบริษัทยังทำการพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีไว้สำหรับการใช้งานอื่นๆอีก 30 ตัว เพื่ไว้ทำหน้าที่ในการทำความสะอาดบ้าน ทำหน้าที่เป็นพนักงานต้อนรับที่แผนกต้อนรับในสถานที่ต่างๆ หรือเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาล เป็นต้น
จุดเด่นของหุ่นยนต์ Robocop รุ่น T-34 ที่ถูกพัฒนามาล่าสุดนั้น สามารถทำการเหวี่ยงตาข่ายออกมา จากส่วนของแขนหุ่นยนต์เพื่อทำการจับกุมผู้ร้ายหรือผู้ต้องสงสัย ซึ่งสามารถหยุดการเคลื่อนไหวของผู้ร้ายได้และสามารถควมคุมสภานการณ์ได้ง่ายขึ้น โดยทางผู้พัฒนาวางแผนไว้ว่า หุ่นยนต์ Robocop จะสามารถออกวางจำหน่ายสู่ตลาดได้ภายในสองสามปีข้างหน้า และราคาของหุ่นยนต์ลักษณะนี้น่าจะอยู่ที่ราวๆ 800000 เยน หรือ 6514 ปอนด์ หรือประมาณสามแสนกว่าบาทต่อตัว
หุ่นยนต์ รับแขก ในประเทศญี่ปุ่น
หุ่นยนต์ตัวนี้ปฏิบัติหน้าที่ อยู่ที่โรงพยาบาลอิซูเซ็นทรัล (Aizu Central Hospital) ในเมืองอิซุ-วาคามัทซึ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียว 200 กิโลเมตร ฝีมือการผลิตโดยบริษัท Tmsuk ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตหุ่นยนต์ของประเทศญี่ปุ่น สนนราคาตัวละ 60 ล้านเยน หรือประมาณ 18.66 ล้านบาท
หุ่นยนต์เหล่านี้มีความสูง 1.3 เมตรหรือประมาณ 4 ฟุต 4 นิ้ว สีขาวคาดเขียว สามารถรับรู้ว่ามีผู้สัญจรไป มาบริเวณรอบตัวได้เพราะ มีเซ็นเซอร์จำนวนมากฝังอยู่ภายในหุ่น
“นี่คือหุ่นยนต์ต้อนรับตัวแรก ของญี่ปุ่นที่สามารถทำงาน ในโรงพยาบาลได้จริง และเสียงตอบรับ จากผู้บริโภคที่เรียกใช้งานหุ่นยนต์ตัวนี้ก็ไปในทิศทางที่ดี” นาโอยะ นาริตะ (Naoya Narita) พนักงานของโรงพยาบาลกล่าว
หุ่นยนต์รินเบียร์
เชื่อหรือไม่ หุ่นยนต์สามารถรินเบียร์จากกระป๋อง
เปิดเผยต่อสาธารณชนในชื่อ "Geeks" หุ่นยนต์เบียร์ Asahi นี้สำหรับคอเบียร์โดยเฉพาะ
ตัวหุ่นยนต์เป็นตู้เย็นที่คุณสามารถใส่เีบียร์กระป๋องเข้าไป และรอจนมันเย็น
หุ่นยนต์รินเบียร์สัญชาติญี่ปุ่นนี้คล้ายคลึงกับ หุ่นยนต์R2D2 จากเรื่อง Star Wars
หุ่นยนต์เปิดกระป๋องเบียร์ด้วยมือหนึ่ง และรินเบียร์ใส่แก้วที่ถือด้วยอีกมือหนึ่ง
เปิดเผยต่อสาธารณชนในชื่อ "Geeks" หุ่นยนต์เบียร์ Asahi นี้สำหรับคอเบียร์โดยเฉพาะ
ตัวหุ่นยนต์เป็นตู้เย็นที่คุณสามารถใส่เีบียร์กระป๋องเข้าไป และรอจนมันเย็น
หุ่นยนต์รินเบียร์สัญชาติญี่ปุ่นนี้คล้ายคลึงกับ หุ่นยนต์R2D2 จากเรื่อง Star Wars
หุ่นยนต์เปิดกระป๋องเบียร์ด้วยมือหนึ่ง และรินเบียร์ใส่แก้วที่ถือด้วยอีกมือหนึ่ง
วันพฤหัสบดีที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2554
หุ่นยนต์เตะบอล
ที่กลมๆ ดูคล้ายหุ่นกระป๋อง เป็นหุ่นยนต์เตะบอลของทีมพลาสมา ซี สร้างขึ้นโดยนิสิตหลายสาขาวิชาของคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งไปคว้าตำแหน่งรองแชมป์โลกมาแล้วที่สหรัฐอเมริกา หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมหุ่นยนต์จึงกลม หัวหน้าทีมพลาสมา ซี อธิบายให้ฟังว่า เนื่องจากเป็นหุ่นยนต์ประเภทขนาดเล็ก (small size) ที่มีการจำกัดส่วนสูง รูปทรงแบบนี้จึงเหมาะสม เพราะวิ่งเร็ว เคลื่อนที่ได้อิสระ ยิงลูกได้แรง ยิงลูกโด่งได้ด้วย ซึ่งเป็นหุ่นยนต์เล็กเตะบอลในรายการแข่งขันที่มีความเร็วสูงสุดของโลก
การแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอลที่ผ่านไปเมื่อไม่นานนี้ มีชื่อเต็มว่า “โรโบคัพ ซอคเกอร์ สมอล ไซส์ ลีค” หรือการแข่งขันหุ่นยนต์ขนาดเล็ก จุดประสงค์ของการแข่งขันก็คือ ภายในปี 2050 หรืออีก 43 ปี จะมีการแข่งขันระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์จริงๆ และไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หากเป็นมนุษย์นักกีฬาระดับแชมป์โลกด้วย การจัดการแข่งขันหุ่นยนต์เตะบอลขึ้นมาก็เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีความสามารถเทียบเคียงกับมนุษย์จริงๆ ซึ่งในการเข้าร่วมแข่งขันนั้น นอกจากทีมพลาสมา ซี จะได้อาจารย์ นิสิต ที่ร่วมกันวางแผนงาน ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในการเป็นสปอนเซอร์ เช่น บริษัท ซีเกท บริษัท เอ็มเอฟอีซี เป็นต้น เพื่อทำให้การก้าวสู่เวทีโลกเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา และทีมพลาสมา ซี ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
สำหรับหุ่นยนต์เตะบอลของทีมพลาสมา ซี เป็นระบบออโตเมติก มิได้บังคับด้วยมนุษย์ หุ่นยนต์วิ่งไปด้วยความคิดของตัวเองว่าต้องวิ่งไปตรงไหน ต้องทำอะไร ความคิดหรือสมองของหุ่นยนต์เกิดจากการกำหนดลักษณะการเล่น หรือเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เมื่อถึงเวลา คอมพิวเตอร์จะทำงานตามโปรแกรมที่ถูกเขียน ส่วนกติกาการแข่งขันก็จำลองให้ใกล้เคียงกับการแข่งขันจริง มีทั้งลูกตั้งเตะ ลูกมุม ลูกฟรีคิก ลูกจุดโทษ ฯลฯ
“ระบบการทำงานของหุ่นยนต์เริ่มจาก มีกล้องตัวหนึ่งที่ติดตั้งอยู่ด้านบนของสนาม ทำหน้าที่รับตำแหน่ง แล้วส่งรายงานไปตามสายมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เสมือนดวงตาของหุ่นยนต์ คอมพิวเตอร์เครื่องนี้จะประมวลผลตำแหน่ง ทิศทางของหุ่นยนต์ แล้วส่งไประบบคอมพิวเตอร์อีกตัวที่เรียกวิชัน (vision) วิชันส่งไปยังเอไอ (artificial intelligent) ซึ่งเป็นระบบคิด เช่น ในสนาม มีหุ่นยนต์อยู่ในตำแหน่งต่างๆ จะเล่นเกมออกมาในลักษณะใด ตัวนั้นควรวิ่งไปตรงโน้น ตัวนี้ควรเตะลูกบอล ฯลฯ” ตัวแทนของทีมเล่าให้ฟัง
นับเป็นอีกก้าวของเด็กไทยและหุ่นยนต์ไทย ที่ได้ประกาศศักดิ์ศรีได้อย่างสวยงาม ซึ่งขอเป็นกำลังใจเพื่อก้าวต่อไปสำหรับโลกหุ่นยนต์ที่จะไปสู่การแข่งขันด้านการกีฬากับมนุษย์ได้ ถึงเวลานั้นคงน่าสนุกไม่ใช่น้อย
การแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอลที่ผ่านไปเมื่อไม่นานนี้ มีชื่อเต็มว่า “โรโบคัพ ซอคเกอร์ สมอล ไซส์ ลีค” หรือการแข่งขันหุ่นยนต์ขนาดเล็ก จุดประสงค์ของการแข่งขันก็คือ ภายในปี 2050 หรืออีก 43 ปี จะมีการแข่งขันระหว่างหุ่นยนต์กับมนุษย์จริงๆ และไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา หากเป็นมนุษย์นักกีฬาระดับแชมป์โลกด้วย การจัดการแข่งขันหุ่นยนต์เตะบอลขึ้นมาก็เพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ให้มีความสามารถเทียบเคียงกับมนุษย์จริงๆ ซึ่งในการเข้าร่วมแข่งขันนั้น นอกจากทีมพลาสมา ซี จะได้อาจารย์ นิสิต ที่ร่วมกันวางแผนงาน ยังได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในการเป็นสปอนเซอร์ เช่น บริษัท ซีเกท บริษัท เอ็มเอฟอีซี เป็นต้น เพื่อทำให้การก้าวสู่เวทีโลกเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา และทีมพลาสมา ซี ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง
สำหรับหุ่นยนต์เตะบอลของทีมพลาสมา ซี เป็นระบบออโตเมติก มิได้บังคับด้วยมนุษย์ หุ่นยนต์วิ่งไปด้วยความคิดของตัวเองว่าต้องวิ่งไปตรงไหน ต้องทำอะไร ความคิดหรือสมองของหุ่นยนต์เกิดจากการกำหนดลักษณะการเล่น หรือเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นมา เมื่อถึงเวลา คอมพิวเตอร์จะทำงานตามโปรแกรมที่ถูกเขียน ส่วนกติกาการแข่งขันก็จำลองให้ใกล้เคียงกับการแข่งขันจริง มีทั้งลูกตั้งเตะ ลูกมุม ลูกฟรีคิก ลูกจุดโทษ ฯลฯ
“ระบบการทำงานของหุ่นยนต์เริ่มจาก มีกล้องตัวหนึ่งที่ติดตั้งอยู่ด้านบนของสนาม ทำหน้าที่รับตำแหน่ง แล้วส่งรายงานไปตามสายมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เสมือนดวงตาของหุ่นยนต์ คอมพิวเตอร์เครื่องนี้จะประมวลผลตำแหน่ง ทิศทางของหุ่นยนต์ แล้วส่งไประบบคอมพิวเตอร์อีกตัวที่เรียกวิชัน (vision) วิชันส่งไปยังเอไอ (artificial intelligent) ซึ่งเป็นระบบคิด เช่น ในสนาม มีหุ่นยนต์อยู่ในตำแหน่งต่างๆ จะเล่นเกมออกมาในลักษณะใด ตัวนั้นควรวิ่งไปตรงโน้น ตัวนี้ควรเตะลูกบอล ฯลฯ” ตัวแทนของทีมเล่าให้ฟัง
นับเป็นอีกก้าวของเด็กไทยและหุ่นยนต์ไทย ที่ได้ประกาศศักดิ์ศรีได้อย่างสวยงาม ซึ่งขอเป็นกำลังใจเพื่อก้าวต่อไปสำหรับโลกหุ่นยนต์ที่จะไปสู่การแข่งขันด้านการกีฬากับมนุษย์ได้ ถึงเวลานั้นคงน่าสนุกไม่ใช่น้อย
วันเสาร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
Robot Thailand
หุ่นยนต์กู้ภัย-หุ่นยนต์เตะฟุตบอล"ฝีมือเด็กไทยคว้าแชมป์ระดับโลกอีกปี
เด็กไทยสร้างชื่อในวงการหุ่นยนต์ขึ้นอีกครั้ง สามารถคว้าแชมป์โลก 2 รายการ คือ หุ่นยนต์กู้ภัยและหุ่นยนต์เตะฟุตบอล ในการแข่งขัน World Robo Cup 2010 หรือการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ที่ปีนี้จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย. ชัยชนะดังกล่าวถือว่าเป็นการป้องกันแชมป์ของประเทศไทย
สำหรับการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลกปีนี้มีการแข่งขันแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ หุ่นยนต์เตะฟุตบอล (RoboCup Soccer) หุ่นยนต์กู้ภัย (RoboCup Rescue) หุ่นยนต์ทำงานบ้าน (RoboCup @Home) และหุ่นยนต์ระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี (RoboCup Junior) มีผู้สมัครเข้าแข่งขันรวมทุกประเภทกว่า 3,000 คน จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
ประเภททีมหุ่นยนต์กู้ภัย ปรากฏว่าทีมจากเยาวชนไทย iRAP_PRO มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สร้างชื่อก้องโลกอีกครั้ง ครองแชมป์โลกติดต่อกัน 2 ปีซ้อน รักษาแชมป์โลกให้ประเทศไทยได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 5 ในการแข่งขัน ด้วยผลงานโดดเด่นโดนใจผู้ชมทั้งสนาม ทำคะแนนนำตลอดตั้งแต่รอบคัดเลือกจนถึงรอบชิงชนะเลิศ พร้อมทีมจากมหาวิทยาลัยมหิดลและเทคโนโลยีราชมงคล ครองอันดับ 2 ร่วมกัน ออสเตรเลียและญี่ปุ่นรั้งอันดับ 4 และ 5
นางวีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร เอสซีจี ในฐานะผู้สนับสนุนการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย ร่วมกับสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทีมเยาวชนไทย iRAP_PRO มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สามารถคว้าแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยได้อย่างสมศักดิ์ศรีเป็นปีที่ 2 นับเป็นการรักษาแชมป์โลกให้ประเทศไทยได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 5 ในเวทีหุ่นยนต์กู้ภัยระดับโลก โดย iRAP_PRO ทำคะแนนนำตลอดทุกรอบการแข่งขัน รวม 740 คะแนน
ส่วนทีม BART LAB Rescue จากมหาวิทยาลัยมหิดล และทีม Success มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศาลายา มีคะแนนรวมเท่ากัน 530 คะแนน ครองอันดับ 2 ร่วมกัน ทีม CASualty จากประเทศออสเตรเลีย ตามมาเป็นอันดับ 4 พร้อมคว้ารางวัลพิเศษ หุ่นยนต์อัตโนมัติยอดเยี่ยม และหุ่นยนต์บังคับมือยอดเยี่ยม สำหรับทีม PELICAN UNITED จากประเทศญี่ปุ่น ครองอันดับ 5 พร้อมคว้ารางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม
"ในฐานะผู้สนับสนุน เอสซีจีรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จในครั้งนี้ เพราะต่างชาติทึ่งและยอมรับในความสามารถของเยาวชนไทยมากขึ้น" ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กร เอสซีจี กล่าว
ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ นายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศวันนี้ แสดงถึงศักยภาพของเยาวชนไทยอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญที่ทำให้เยาวชนไทยทั้ง 3 ทีม ทำคะแนนอยู่ในอันดับต้นๆ และสามารถชนะทีมต่างชาติได้ คือ การเตรียมความพร้อมเต็มที่ก่อนแข่งขัน
"การเป็นแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลกเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่การรักษาแชมป์โลกสมัยที่ 5 เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า เพราะคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ มีความสามารถและความพร้อมสูง ทั้งยังเป็นประเทศผู้นำเทคโนโลยี เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย และอิหร่าน และทีมเหล่านี้ได้ให้ความสนใจบันทึกภาพและข้อมูลทีมไทยเพื่อนำไปศึกษาด้วย ทางสมาคมฯ รู้สึกภูมิใจในความสามารถเด็กไทยอย่างมาก และจะต่อยอดการพัฒนาหุ่นยนต์ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งานด้านต่างๆ ในอนาคตต่อไป" ผศ.ดร.จักรกฤษณ์กล่าว
ด้านนายคฑาวุฒิ อุชชิน หรือน้องโฟม หัวหน้าทีม iRAP_PRO นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจหลังได้รับชัยชนะว่า พวกเราทุ่มเทและเตรียมความพร้อมก่อนแข่งขันมากกว่า 6 เดือน โดยทีมงานได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันเป็นอย่างดี ทำให้สามารถทำงานภายในเวลาอันสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนตัวเขาทำหน้าที่เป็นผู้บังคับหุ่นยนต์
"ความยากอยู่ที่เราไม่สามารถมองเห็นหุ่นยนต์โดยตรง ต้องมองจากกล้องซึ่งมีความคลาดเคลื่อนสูง แต่เราได้ฝึกซ้อมอย่างจริงจังและสม่ำเสมอจึงทำได้ค่อนข้างสมบูรณ์ การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มุ่งหวังชัยชนะเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน และความรู้เพิ่มเติมที่ได้จากการแลกเปลี่ยนกับทีมต่างชาติ หลังจากนี้ก็จะมีรุ่นน้องมาสานต่อองค์ความรู้และพัฒนาสมรรถนะหุ่นยนต์ให้ดีและมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น" น้องโฟมกล่าว
สำหรับการแข่งขันในประเภทหุ่นยนต์กู้ภัย มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 27 ทีมจาก 12 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย อิหร่าน จีน เม็กซิโก มาเลเซีย สิงคโปร์ ปากีสถาน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และไทย โดยเอสซีจีสนับสนุน 2 ทีมเยาวชนไทย ได้แก่ ทีม BART LAB Rescue มหาวิทยาลัยมหิดล (แชมป์ประเทศไทย ปี 2552) และทีม iRAP_PRO มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (แชมป์ประเทศไทย ปี 2551 และแชมป์โลก ปี 2552)
สำหรับการแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอลระดับโลกรุ่นหุ่นยนต์ระดับเล็ก ที่แข่งพร้อมกันที่สิงคโปร์ มีรายงานล่าสุดว่า ทีม SKUBA จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถคว้ารางวัลเทคนิคยอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จตามความคาดหมาย ประกาศศักดาเป็นแชมป์โลก 2 สมัยซ้อนอย่างสวยงามโดยมีผู้ร่วมเข้าแข่งขัน 10 ประเทศ รวม 18 ทีม
ทีม SKUBA แชมป์โลก ปี 2009 สามารถโค่นทีมคู่แข่งจากประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี และแชมป์โลก 4 สมัย ซีเอ็มดรากอน สหรัฐอเมริกา ด้วยคะแนน 6 ประตูต่อ 1 คว้าแชมป์โลกหุ่นยนต์เตะฟุตบอลขนาดเล็ก หรือรุ่นสมอลล์ไซส์ลีก ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ส่วนตำแหน่งรองชนะเลิศเป็นของทีมซีเอ็มดรากอน จากสหรัฐอเมริกา และที่ 3 ทีม MRL จากอิหร่าน.
เด็กไทยสร้างชื่อในวงการหุ่นยนต์ขึ้นอีกครั้ง สามารถคว้าแชมป์โลก 2 รายการ คือ หุ่นยนต์กู้ภัยและหุ่นยนต์เตะฟุตบอล ในการแข่งขัน World Robo Cup 2010 หรือการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลก จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 14 ที่ปีนี้จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 21-24 มิ.ย. ชัยชนะดังกล่าวถือว่าเป็นการป้องกันแชมป์ของประเทศไทย
สำหรับการแข่งขันหุ่นยนต์ระดับโลกปีนี้มีการแข่งขันแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ หุ่นยนต์เตะฟุตบอล (RoboCup Soccer) หุ่นยนต์กู้ภัย (RoboCup Rescue) หุ่นยนต์ทำงานบ้าน (RoboCup @Home) และหุ่นยนต์ระดับเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี (RoboCup Junior) มีผู้สมัครเข้าแข่งขันรวมทุกประเภทกว่า 3,000 คน จากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก
ประเภททีมหุ่นยนต์กู้ภัย ปรากฏว่าทีมจากเยาวชนไทย iRAP_PRO มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สร้างชื่อก้องโลกอีกครั้ง ครองแชมป์โลกติดต่อกัน 2 ปีซ้อน รักษาแชมป์โลกให้ประเทศไทยได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 5 ในการแข่งขัน ด้วยผลงานโดดเด่นโดนใจผู้ชมทั้งสนาม ทำคะแนนนำตลอดตั้งแต่รอบคัดเลือกจนถึงรอบชิงชนะเลิศ พร้อมทีมจากมหาวิทยาลัยมหิดลและเทคโนโลยีราชมงคล ครองอันดับ 2 ร่วมกัน ออสเตรเลียและญี่ปุ่นรั้งอันดับ 4 และ 5
นางวีนัส อัศวสิทธิถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร เอสซีจี ในฐานะผู้สนับสนุนการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย ร่วมกับสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ทีมเยาวชนไทย iRAP_PRO มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สามารถคว้าแชมป์โลกหุ่นยนต์กู้ภัยได้อย่างสมศักดิ์ศรีเป็นปีที่ 2 นับเป็นการรักษาแชมป์โลกให้ประเทศไทยได้สำเร็จเป็นสมัยที่ 5 ในเวทีหุ่นยนต์กู้ภัยระดับโลก โดย iRAP_PRO ทำคะแนนนำตลอดทุกรอบการแข่งขัน รวม 740 คะแนน
ส่วนทีม BART LAB Rescue จากมหาวิทยาลัยมหิดล และทีม Success มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศาลายา มีคะแนนรวมเท่ากัน 530 คะแนน ครองอันดับ 2 ร่วมกัน ทีม CASualty จากประเทศออสเตรเลีย ตามมาเป็นอันดับ 4 พร้อมคว้ารางวัลพิเศษ หุ่นยนต์อัตโนมัติยอดเยี่ยม และหุ่นยนต์บังคับมือยอดเยี่ยม สำหรับทีม PELICAN UNITED จากประเทศญี่ปุ่น ครองอันดับ 5 พร้อมคว้ารางวัลเทคนิคยอดเยี่ยม
"ในฐานะผู้สนับสนุน เอสซีจีรู้สึกภูมิใจในความสำเร็จในครั้งนี้ เพราะต่างชาติทึ่งและยอมรับในความสามารถของเยาวชนไทยมากขึ้น" ผอ.ฝ่ายสื่อสารองค์กร เอสซีจี กล่าว
ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ นายกสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศวันนี้ แสดงถึงศักยภาพของเยาวชนไทยอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญที่ทำให้เยาวชนไทยทั้ง 3 ทีม ทำคะแนนอยู่ในอันดับต้นๆ และสามารถชนะทีมต่างชาติได้ คือ การเตรียมความพร้อมเต็มที่ก่อนแข่งขัน
"การเป็นแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัยโลกเป็นสิ่งที่ท้าทาย แต่การรักษาแชมป์โลกสมัยที่ 5 เป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่า เพราะคู่แข่งจากประเทศอื่นๆ มีความสามารถและความพร้อมสูง ทั้งยังเป็นประเทศผู้นำเทคโนโลยี เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย และอิหร่าน และทีมเหล่านี้ได้ให้ความสนใจบันทึกภาพและข้อมูลทีมไทยเพื่อนำไปศึกษาด้วย ทางสมาคมฯ รู้สึกภูมิใจในความสามารถเด็กไทยอย่างมาก และจะต่อยอดการพัฒนาหุ่นยนต์ไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับการใช้งานด้านต่างๆ ในอนาคตต่อไป" ผศ.ดร.จักรกฤษณ์กล่าว
ด้านนายคฑาวุฒิ อุชชิน หรือน้องโฟม หัวหน้าทีม iRAP_PRO นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจหลังได้รับชัยชนะว่า พวกเราทุ่มเทและเตรียมความพร้อมก่อนแข่งขันมากกว่า 6 เดือน โดยทีมงานได้แบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกันเป็นอย่างดี ทำให้สามารถทำงานภายในเวลาอันสั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนตัวเขาทำหน้าที่เป็นผู้บังคับหุ่นยนต์
"ความยากอยู่ที่เราไม่สามารถมองเห็นหุ่นยนต์โดยตรง ต้องมองจากกล้องซึ่งมีความคลาดเคลื่อนสูง แต่เราได้ฝึกซ้อมอย่างจริงจังและสม่ำเสมอจึงทำได้ค่อนข้างสมบูรณ์ การแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มุ่งหวังชัยชนะเพียงอย่างเดียว สิ่งสำคัญคือประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน และความรู้เพิ่มเติมที่ได้จากการแลกเปลี่ยนกับทีมต่างชาติ หลังจากนี้ก็จะมีรุ่นน้องมาสานต่อองค์ความรู้และพัฒนาสมรรถนะหุ่นยนต์ให้ดีและมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น" น้องโฟมกล่าว
สำหรับการแข่งขันในประเภทหุ่นยนต์กู้ภัย มีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด 27 ทีมจาก 12 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ญี่ปุ่น เยอรมนี ออสเตรเลีย อิหร่าน จีน เม็กซิโก มาเลเซีย สิงคโปร์ ปากีสถาน อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และไทย โดยเอสซีจีสนับสนุน 2 ทีมเยาวชนไทย ได้แก่ ทีม BART LAB Rescue มหาวิทยาลัยมหิดล (แชมป์ประเทศไทย ปี 2552) และทีม iRAP_PRO มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (แชมป์ประเทศไทย ปี 2551 และแชมป์โลก ปี 2552)
สำหรับการแข่งขันหุ่นยนต์เตะฟุตบอลระดับโลกรุ่นหุ่นยนต์ระดับเล็ก ที่แข่งพร้อมกันที่สิงคโปร์ มีรายงานล่าสุดว่า ทีม SKUBA จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถคว้ารางวัลเทคนิคยอดเยี่ยมมาครองได้สำเร็จตามความคาดหมาย ประกาศศักดาเป็นแชมป์โลก 2 สมัยซ้อนอย่างสวยงามโดยมีผู้ร่วมเข้าแข่งขัน 10 ประเทศ รวม 18 ทีม
ทีม SKUBA แชมป์โลก ปี 2009 สามารถโค่นทีมคู่แข่งจากประเทศมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี และแชมป์โลก 4 สมัย ซีเอ็มดรากอน สหรัฐอเมริกา ด้วยคะแนน 6 ประตูต่อ 1 คว้าแชมป์โลกหุ่นยนต์เตะฟุตบอลขนาดเล็ก หรือรุ่นสมอลล์ไซส์ลีก ได้เป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ส่วนตำแหน่งรองชนะเลิศเป็นของทีมซีเอ็มดรากอน จากสหรัฐอเมริกา และที่ 3 ทีม MRL จากอิหร่าน.
อาซิโม (อังกฤษ: ASIMO) (ญี่ปุ่น: アシモ ashimo ?) คือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ หรือหุ่นยนต์เลียนแบบมนุษย์ของบริษัทฮอนด้า ประเทศญี่ปุ่น สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2543[1] พัฒนาโดยทีมวิศวกรเยอรมนี โดยพัฒนาจากหุ่นยนต์ทดลองและหุ่นยนต์ต้นแบบจนทำให้มีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา เทคโนโลยี i-WALK ช่วยให้อาซิโมสามารถเดินและวิ่งได้อย่างอิสระเสรี ขึ้นบันไดและเต้นรำได้ มีระบบบันทึกเสียงเพื่อตอบสนองคำสั่งของมนุษย์ สามารถจดจำใบหน้าคู่สนทนาได้อย่างแม่นยำ ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อให้อาซิโมมีขีดความสามารถรอบด้าน และรองรับความต้องการของมนุษย์ในอนาคต
บริษัทฮอนด้าได้ให้คำนิยามของชื่อ ASIMO ว่าย่อมาจาก Advanced Step in Innovative Mobility หมายถึง นวัตกรรมแห่งการเคลื่อนที่อันล้ำสมัย[2] ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับชื่อสกุลของไอแซค อสิมอฟ (アジモフ) นักวิทยาศาสตร์ด้านหุ่นยนต์ชื่อดังแต่อย่างใด แม้ว่าชื่อในภาษาญี่ปุ่นของอาซิโมและอสิมอฟจะสะกดใกล้เคียงกันมาก นอกจากนี้ยังไปพ้องเสียงกับคำว่า อะชิโมะ (ญี่ปุ่น: 脚も ashimo ?) ที่แปลว่า "มีขาด้วย"
อาซิโมได้รับการออกแบบให้สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะหรือการควบคุมระยะไกล ทีมวิศวกรเริ่มต้นคิดค้น พัฒนาศึกษาวิจัยหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2529 โดยเริ่มจากการสร้างหุ่นยนต์ต้นแบบ พีทู (P2) ในปี พ.ศ. 2539 และต่อด้วยหุ่นยนต์ต้นแบบ พีทรี (P3) ในปี พ.ศ. 2540 จนกระทั่งมาถึงหุ่นยนต์อาซิโมในปี พ.ศ. 2543 ปัจจุบันฮอนด้าได้เปิดโอกาสให้เช่าอาซิโมเพื่อใช้งานในประเทศญี่ปุ่น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





